วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ผู้ชายบ้าของเล่น

ผู้ชายบ้าของเล่น : เมื่อการ "เล่น" มิใช่แค่การเล่นกับ "ของเล่น"

(บล็อกนี้สร้างขึ้นเพื่อการศึกษา)

เมื่อราวๆ กลางเดือนมิถุนายน 2557 มีนิทรรศการศิลปะเล็กๆ นิทรรศการหนึ่ง ถูกจัดขึ้นบนพื้นที่เล็กๆ บริเวณชั้น 2 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ผมได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการดังกล่าวซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ "เล่น" ของ "ผู้ชาย" ที่ถูกจัดการโดยภัณฑารักษ์ "ผู้หญิง"

หากเราเข้าใจว่าการ “เล่น” แฝงไว้ด้วยอารมณ์ของความรู้สึกที่มิได้เป็นจริงเป็นจัง เราพูดถึงการ “เล่น” ต่อเมื่อมันมิได้เป็นกิจธุระอันหนักหนาสาหัส แต่เมื่อการ “เล่น” เข้ามาอยู่ในพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ศิลปินผู้สร้างงานจึงทำให้การ “เล่น” มิได้เป็นการ “เล่น” แบบเข้าใจกันในโลกภายนอก หากแต่การ “เล่น” ในพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกลับแฝงไว้ซึ่งนัยอันหลากหลายที่เรียกร้องให้ผู้ชมใช้พลังงานกับมันอย่างเป็นจริงเป็นจัง



นิทรรศการ “ผู้ชายบ้าของเล่น” เน้นย้ำการ “เล่น” ของ “ผู้ชาย” ผู้เป็นศิลปิน หากแต่อย่าเข้าใจผิดว่าการ “เล่น” กับ “ของเล่น” ของ “ผู้ชาย” จะเป็น “ของเล่น” ในความหมายทางเพศลึกซึ้ง เมื่อ “ของเล่น” ในที่นี้มิได้เป็นมากไปกว่าเพียงแค่การ “เล่น” กับประสบการณ์ของศิลปินทั้งหมดที่เป็นศิลปินเพศชาย เมื่อการ “เล่น” หลายครั้งจำต้องอาศัย “ของเล่น” อาการ “บ้าของเล่น” จึงอาจเกิดขึ้นได้ และสำหรับเด็กผู้ชายจนถึงวัยรุ่นแล้ว อาการ “บ้าของเล่น” ก็มิได้เป็นสิ่งแปลกปลอมมากนัก เมื่อของเล่นของเด็กชายตั้งแต่เด็กเป็นเสมือนส่วนหนึ่งในการพบปะกับเพื่อน การมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม เราอาจพบกับกลุ่มคนเล่นตุ๊กตา เล่นรถแข่ง หรือเมื่อเติบโตขึ้น ก็ยังคงมี กลุ่มคนเล่นกล้อง แต่งรถ ฯลฯ คงจะไม่ผิดนักหากจะบอกว่าการ “เล่น” เป็นทั้งกระบวนการภายในตัวผู้เล่นและในขณะเดียวกันการ “เล่น” ก็ยังคงเรียกร้องบุคคลอื่นให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเล่น

ผลงานของ ธีรพล หอสง่า วิวัฒน์ ภักดีธรรมาภรณ์  ธนรัช สิริพิเดช และเจตน์สฤษฎิ์ แก้วรากมุข เน้นย้ำมิติของการ “เล่น” ในฐานะของสิ่งหนึ่งที่เกิดจากกระบวนการภายในตัวของผู้เล่น ในที่นี้คือศิลปินผู้สร้างงาน ในขณะเดียวกันการ “เล่น” ยังเรียกร้องบุคคลอื่นหรือผู้ชมให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นนั้นๆ อีกด้วย และเมื่อการ “เล่น” แฝงไว้ซึ่งอาการเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง การ “เล่น” ในพื้นที่ของงานศิลปะจึงถูกอ้างถึงในฐานะของ Kinetic Art หรือผลงานซึ่งมีอาการเคลื่อนไหวเป็นส่วนประกอบ และเมื่อเป็นนิทรรศการ “ผู้ชายบ้าของเล่น” การ “เล่น” กับ “ของเล่น” ดังกลาวจึงสัมพันธ์กับกิจกรรมการเล่นที่มักจะพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และการเล่นของผู้ชายนั้นก็ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของศิลปินผู้ชายทั้งสี่คน แต่ความเป็นชายนั้นก็หาได้โดดเดี่ยวไม่ เมื่อผลงานของผู้ชายทั้ง 4 ถูกจัดการโดยภัณฑารักษ์หญิงอย่าง ดร.เตยงาม คุปตะบุตร การ “เล่น” ของผู้ชายในนิทรรศการนี้จึงเป็นการ “เล่น” ของผู้ชาย ที่ทั้งถูกนำเสนอผ่านศิลปินเพศชาย และถูกสะท้อนผ่านมุมมองของภัณฑารักษ์เพศหญิง

ผลงาน "In the Park" (2013) ของ วิวัฒน์ ภักดีธรรมาภรณ์ สะท้อนถึงประสบการณ์และความสนใจส่วนตน ในฐานะของเด็กผู้ชาย การออกสำรวจธรรมชาติดูจะเป็นเรื่องปกติ งานของวิวัฒน์ประการหนึ่งสะท้อนให้เห็นความสนใจต่อธรรมชาติและการสังเกตการณ์เชิงชีววิทยา การสังเกตและความสนใจดังกล่าวนำมาซึ่งความรู้และการใช้เหตุผลที่ทำให้เราพ้นจากความกลัว ความวิตกกังวล ต่อหลายสิ่งในชีวิต เช่นเดียวกับตัวเงินตัวทองที่วิวัฒน์ตัดสินใจจะเผชิญหน้ากับมัน เฝ้าสังเกตจนกระทั่งรู้จักนิสัย พฤติกรรม และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของมัน วิวัฒน์นำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในการสร้างงานของเขา พื้นผิวของผลงานที่มีสีเหลือบและมีจังหวะตะปุ่มตะป่ำไม่เท่ากันเน้นย้ำถึงประสบการณ์การรับรู้ของเขาที่มีต่อตัวเงินตัวทอง กริยาท่าทางของตัวเงินตัวทองถูกนำมาจำลองเป็นการเคลื่อนไหวของงานที่สอดคล้องกับการว่ายน้ำของตัวเงินตัวทอง และเมื่อเขานำมาแบ่งปันให้คนดู “เล่น” ในพื้นที่ของนิทรรศการ เขานำเอาตัวเงินตัวทองมาสัมพันธ์กับลู่วิ่งซึ่งอาจเป็นของเล่นของใครหลายๆ คน เมื่อผู้ชมวิ่งเร็วเท่าไหร่ ตัวเงินตัวทองก็จะเคลื่อนไหวตามที่ผู้ชมวิ่ง ราวกับว่าการทำความเข้าใจและการ “เล่น” กับสิ่งเหล่านั้นทำให้เรากับสิ่งนั้นกำลังจะกลายเป็นสิ่งเดียวกัน บนพื้นที่เดียวกัน เคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน และการเล่นนั้นจำเป็นต้องอยู่ในจังหวะเดียวกันที่สัมพันธ์กันนั่นเอง

ในขณะที่โลกของการเล่นแตกต่างไปจากโลกแห่งความจริง ตรรกะของการเล่นอาจมิได้สอดคล้องกับการดำรงอยู่ในชีวิตจริง ธีรพล หอสง่างาม สร้าง "แมลงขี้อาย" (2014) ขึ้นมาโดยการอ้างถึงแนวคิดสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง Automata เมื่อพูดถึงหุ่นยนต์ในฐานะของเล่น เราอาจนึกถึงมันในฐานะของเล่นของเด็กผู้ชาย ธีรพลอาศัยความรู้เกี่ยวกับ Robot ในการสร้างแมลงเหล่านี้ขึ้นมา สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว เมื่อแนวคิดนี้อ้างไปถึง Automata ตัวแรกคืออดัมซึ่งถูกสร้างโดยพระผู้เป็นเจ้า ในฐานะบรรพบุรุษของมนุษย์ อดัมมีเจตจำนงของตนเองและสามารถที่จะตัดสินใจกระทำได้โดยตนเอง ล้อรับกับการที่ธีรพลสร้างแมลงเหล่านี้ให้สามารถสั่งการและทำงานได้โดยตนเอง โดยแมลงเหล่านี้จะ “หยุด” ในสถานะปกติ แต่มื่อผู้ชมเข้ามาใกล้แมลงเหล่านี้จะ “หนี” ถึงแม้แมลงเหล่านี้จะมิได้มีเจตจำนงหรือมีการตัดสินใจซับซ้อนอย่างเช่นอดัม แต่ก็เพราะแมลงเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในฐานะของเล่น การเล่นแตกต่างไปจากการใช้ชีวิต การที่ผู้ชมเปลี่ยนสถานะเป็นผู้เล่น ความเข้าใจต่อโลกของการเล่นจึงมิอาจเข้าใจได้ผ่านตรรกะของความจริง และการพบปะกับแมลงในโลกของความจริงก็อาจมิได้ทำให้เรารู้สึกถึงการเล่นเหมือนดั่งการพบปะกับ “แมลงขี้อาย” ในพื้นที่จัดแสดงงาน

หลายครั้งการกลับไปเล่นกับบางสิ่งบางอย่างสัมพันธ์กับความทรงจำที่แฝงอยู่ในสิ่งนั้น ของเล่นบางชิ้นอาจสัมพันธ์กับความทรงจำในอดีต เจตน์สฤษฎิ์  แก้วรากมุข อาศัย "Special Morning" (2013) เป็นเครื่องมือในการย้อนกลับไปสู่อดีต ความทรงจำของเขาในหลายๆ เหตุการณ์ที่แตกต่างกัน แต่มีความสัมพันธ์กัน เก้าอี้โยกและเสียงช้อนกาแฟกระทบกันนำกลับไปสู่ความทรงจำระหว่างเขากับพ่อ เก้าอี้หน้าบ้านที่เขานั่งและพ่อป้อนข้าวคำโตก่อนไปโรงเรียน หรือเมื่อเขาโตขึ้น เสียงช้อนโลหะกระทบแก้วของพ่อพร้อมกลิ่นหอมของกาแฟมักทำให้เขาตื่นนอน ของเล่นหลายชิ้นอาจสัมพันธ์กับหลายๆ เหตุการณ์ เมื่อเหตุการณ์หนึ่งๆถูกบันทึกในหน่วยความทรงจำ ในขณะที่หน่วยความทรงจำก็ยังคงบันทึกเหตุการณ์ก่อนหน้า นานวันเข้าเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ก็ผสมปนเปกัน การย้อนกลับไปนึกถึงหรือดึงเอาเหตุการณ์บางอย่างกลับมา มันมิได้นำมาซึ่งเหตุการณ์เดียว แต่มันกลับนำมาซึ่งเหตุการณ์อื่นๆ ด้วย ผลงานของเจตน์สฤษดิ์สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเหตุการณ์ป้อนข้าวถูกเรียกกลับมา มันได้ดึงเอาการชงกาแฟของพ่อขึ้นมาด้วย ผลงานได้แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ทั้งสองผสมหลอมจนเป็นเรื่องเดียวกัน
อ่านต่อ http://nawapooh.blogspot.com/2014/09/blog-post.html?showComment=1414633458103#c8832735284759117276

by : 
เครดิต : http://nawapooh.blogspot.com/2014/09/blog-post.html?showComment=1414633458103#c8832735284759117276

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

5 ประโยค ที่ผู้หญิงมักจะโกหก เวลาสื่อสารกับผู้ชาย (ทำขึ้นเพื่อการศึกษา)

5 ประโยค ที่ผู้หญิงมักจะโกหก เวลาสื่อสารกับผู้ชาย
เกริ่นเรื่อง: โดยทั่วไป ในสายสัมพันธ์ ผู้หญิงมักจะมีบางสิ่งที่โกหกผู้ชายอยู่บ่อยๆ แต่การโกหกที่ว่านี้ เป็นการโกหกเพื่อให้ผู้ชายรู้สึกสบายใจ และส่วนหนึ่งของการโกหก ก็มาจากธรรมชาติของผู้หญิง
1 พ.ค. 55 , View: 718 , Post : 0

 


โดยทั่วไป ในสายสัมพันธ์ ผู้หญิงมักจะมีบางสิ่งที่โกหกผู้ชายอยู่บ่อยๆ แต่การโกหกที่ว่านี้ เป็นการโกหกเพื่อให้ผู้ชายรู้สึกสบายใจ และส่วนหนึ่งของการโกหก ก็มาจากธรรมชาติของผู้หญิง ที่มักจะระมัดระวังต่อความรู้สึกของผู้ชายอยู่เสมอ ซึ่งธรรมชาติในการโกหกของชายและหญิงนั้นแตกต่างกัน
5 ข้อต่อไปนี้ คือประโยคที่ผู้หญิงมักจะใช้โกหกผู้ชายอยู่เป็นประจำสำหรับผู้ชายที่มีแฟนแล้ว คงเคยได้ยินประโยคเหล่านี้มาบ้าง ส่วนผู้ชายที่ยังไม่มีแฟน อ่านเอาไว้สักหน่อย เผื่อเวลาที่มีแฟน จะได้เข้าใจความหมายจริงๆ จากประโยคที่ผู้หญิงพูด
หมายเหตุ คำสรรพนามที่ใช้ เค้า ใช้แทนคำว่า ฉัน ตัวเอง ใช้แทนคำว่า คุณ
1.ตัวเองยอดเยี่ยมที่สุด“เค้ารักตัวเอง แบบที่ตัวเองเป็น.. เค้าไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวของตัวเอง” จริงๆ แล้ว คำพูดนี้ ซีเรียสมากกว่านั้น เพราะไม่มีใครที่จะดีที่สุด โดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย ในช่วงแรกของสายสัมพันธ์ ผู้หญิงส่วนมากมักจะพูดประโยคดังกล่าวนี้ เพราะว่าพวกเธอยังไม่รู้อะไรมากมาย เกี่ยวกับผู้ชายคนที่กำลังคบหากันอยู่ แต่หลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง เธอจะพบสิ่งที่เธอต้องการให้เขาเปลี่ยน ขึ้นมาทีละน้อยๆ ดังนั้นแล้ว ถ้าผู้หญิงพูดเช่นนี้ ผู้ชายไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นให้มากนัก เพราะเธอจะพบว่า คุณยอดเยี่ยมที่สุด เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หลังจากนั้น ต้องมีอย่างน้อยสักเรื่อง ที่เธอจะพูดกับคุณ เพื่อให้คุณเปลี่ยน
2. ตัวเองทำถูกแล้ว
ทุกๆ ครั้ง ที่คุณมีข้อโต้เถียงกับแฟนสาวของคุณ ในตอนจบของเรื่อง เธอมักจะพูดว่า “ตัวเองทำถูกแล้วล่ะ” บางที การที่เธอพูดเช่นนี้ อาจจะช่วยทำให้คุณรู้สึกภูมิใจ แต่คุณจะต้องระมัดระวังเอาไว้ว่า เธออาจจะกำลังโกรธอยู่แน่ๆ เป็นไปได้ว่า เธอพูดประโยคนี้ออกมา เพียงเพื่อต้องการให้คุณ “หุบปากซะ” แม้ว่า ในใจของเธอกำลังคิดอยู่ว่า “คุณนั่นแหละ เป็นฝ่ายผิด” และเธอยังคิดเลยไปอีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง คุณก็จะคิดออกเองว่า เธอต่างหาก ที่เป็นฝ่ายถูก และเธอยังหวัง ที่จะให้คุณกล่าวคำขอโทษ อีกด้วย


3. เค้าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย คำโกหกยอดฮิตของผู้หญิงก็คือ “เค้าไม่ได้เป็นอะไร” เวลาที่คุณถามเธอว่า มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือเปล่า อย่างเช่น เวลาที่คุณเห็นเธอกำลังอารมณ์ขึ้น (โมโห) เธอมีท่าทางแปลกๆ และไม่ต้องการพูดกับคุณมากนัก และคุณก็ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ” แต่เธอกลับตอบมาว่า “เค้าไม่ได้เป็นอะไร” จริงๆ แล้ว ผู้หญิง มักจะไม่ชอบพูดออกไปตรงๆ แต่พวกเธอคิดว่า ผู้ชายต้องสำนึก และรู้ได้เอง ว่าอะไร คือสิ่งที่พวกเขาได้ทำผิดไป

4. เค้าชอบไปเที่ยวกับตัวเอง พร้อมๆ กับเพื่อนของตัวเองด้วยตอนที่คบกันใหม่ๆ การไปเที่ยวพร้อมๆ กับกลุ่มเพื่อน เป็นเรื่องที่สนุก และยอมรับได้ แต่ถ้าคบกันมานานแล้ว การพาแฟนไปเที่ยวพร้อมๆ กับกลุ่มเพื่อน จะไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุก ถึงแม้ว่าเพื่อนในกลุ่มของคุณ จะมีนิสัยดีมากๆ ก็ตามเถอะ! เพราะผู้หญิง ชอบที่จะได้ใช้เวลากับคุณเพียงลำพังมากกว่า เธออาจจะไม่ได้บอกคุณตรงๆ ในเรื่องนี้ แต่เธอจะค่อยๆ พูดกับคุณว่า ให้คุณใช้เวลาไปพบเพื่อนให้น้อยลงบ้าง ในขณะเดียวกัน เธอเองก็จะแกล้งทำเป็นว่า เธอสามารถเข้ากับเพื่อนๆ ของคุณได้ดี

5. เงินในบัญชีของตัวเองน่ะเหรอ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากนักหรอกจริงๆ แล้ว ผู้ชายส่วนมากรู้ตัวดีอยู่แล้วว่า ผู้หญิงมักจะโกหกในเรื่องนี้ เพราะผู้หญิงเกือบจะทุกคนก็ว่าได้ ล้วนต้องการคบกันผู้ชายที่มีความมั่นคงทางการเงิน ผู้หญิงต้องการผู้ชาย ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเธอ ที่จะสร้างอนาคตร่วมกันได้ โดยมีปัญหาทางด้านการเงินน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่า ก่อนที่จะมีแฟน คุณจำเป็นต้องรวยเสียก่อน เพียงแค่ คุณมีเงินใช้จ่าย ในระดับที่ไม่ต้องเดือดร้อนก็พอ